wildcard mask
บังเอิญไปอ่านแบบทดสอบเกี่ยวกับเรื่องของ wildcard mask รู้สึกว่ายังงงๆยังไงไม่รู้ พอดีวันนี้ถือโอกาสหาข้อมูลหลายชั่วโมงก็พอรู้เรื่องกะ
เขาบ้าง ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับ ไอ้ wildcard mask ก่อนว่ามันคืออะไร มันก็คือ subnet ที่ถูก reverse นั่นเอง
อย่างเช่น subnet 255.255.255.0 ถ้าเป็น wildcard mask มันจะเป็น 0.0.0.255
แล้วมันจะเอามาใช้ตอนไหน?? ที่เห็นส่วนใหญ่จะเอามาใช้กับ access-list แล้วก็ OSPF ครับ
ตัวอย่าง config ospf
R1(config)#router ospf 1
R1(config-router)#network 192.168.0.0 0.0.0.255 area 0
R1(config-router)#network 192.168.1.0 0.0.0.3 area 0
R1(config-router)#end
ตัวอย่าง access-list
access-list 101 deny tcp any 65.54.128.1 0.0.0.15
ตารางระหว่าง subnet mask กับ wildcard mask
Subnet mask Wild card mask
/24 255.255.255.0 0.0.0.255
/25 255.255.255.128 0.0.0.127
/26 255.255.255.192 0.0.0.63
/27 255.255.255.224 0.0.0.31
/28 255.255.255.240 0.0.0.15
/29 255.255.255.252 0.0.0.7
/30 255.255.255.255 0.0.0.3
ในการใช้ wildcard mask นั้นมักจะเริ่มจากไอพีที่เป็นเลขคู่เสมอ
เช่น ต้องการบล็อกไอพี 192.168.0.4 - 192.168.0.7 ใน access-list ทำได้ดังนี้
access-list 101 deny ip 192.168.0.4 0.0.0.3 any
คำสั่งนี้หมายความว่าจะไม่ให้ ไอพี 192.168.0.4 - 192.168.0.7 ติดต่อไปยังไอพีอื่นๆได้
ในส่วนของ 0.0.0.3 มันก็คือ 255.255.255.252 ใน subnet mask นั่นเอง ถ้าจะดูแบบง่ายๆก็จะได้ว่า
192.168.0.4/30 = 192.168.0.4 255.255.255.252 ช่วงของไอพีจะเป็น 192.168.0.4 - 192.168.0.7 นั่นเองครับ
แต่ถ้าต้องการ deny จาก 192.168.0.1 - 192.168.0.3 ล่ะเราจะต้องใช้คำสั่งอย่างไร
วิธีที่ง่าย แต่ค่อนข้างพิมพ์หลายบรรทัดหน่อย ก็คือกำหนดแต่ละไอพีไปเลยแนะนำว่าต้องไม่มีช่วงที่ยาวนะครับ
access-list 120 deny ip 192.168.0.1 0.0.0.0 any
access-list 120 deny ip 192.168.0.2 0.0.0.0 any
access-list 120 deny ip 192.168.0.3 0.0.0.0 any
ในที่นี้จะได้อย่างที่ต้องการพอดี แต่ถ้ามีช่วงที่ยาวอย่างเช่น ต้องการ deny จาก 192.168.0.1 - 192.168.0.99 ก็คงต้องทำ 99 บรรทัด ซึ่งจะทำให้ยาวมากๆ
อีกกรณีหนึ่งคือทำบรรทัดน้อยแต่ว่าจะเกินขอบเขตขอบ IP ที่ต้องการ
access-list 121 deny ip 192.168.0.1 0.0.0.3 any
คำสั่งนี้จะ deny ip ตั้งแต่ 192.168.0.0 - 192.168.0.3 ทำไมน่ะเหรอครับ มันก็มีเหตุผลดังนี้
จาก access-list 121 มันหมายความว่าต้องการ deny 192.168.0.1/30
192.168.0.00000001(เลขฐานสอง)
255.255.255.11111100(เลขฐานสอง)
เมื่อทำการ AND กัน จะเป็น 192.168.0.0/30 ซึ่งก็หมายความว่า จะเริ่มตั้งแต่ 192.168.0.1 - 192.168.0.3 นั่นเอง
ต่อไปเป็นการประยุกต์กรณีมี rang ที่ยาว
ต้องการอนุญาติไอพี ตั้งแต่ 192.168.0.7 - 192.168.0.95 สามารถทำได้ดังนี้
access-list 111 permit ip 192.168.0.7 0.0.0.63 any rang นี้จะเริ่มตั้งแต่ 192.168.0.0 - 192.168.0.63
access-list 111 permit ip 192.168.0.64 0.0.0.31 any rang นี้จะเริ่มตั้งแต่ 192.168.0.64 - 192.168.0.95
ดังนั้น จาก access-list 111 จะ permit 192.168.0.0 - 192.168.0.95 ซึ่งอาจจะเป็น rang ip ที่เกินไปสักหน่อย
เพราะว่าในบางครั้งเราอาจจะทำ wildcard mask ที่เกิน ซึ่งอาจจะมีผลต่อการติดต่อในบางไอพี เราจึงต้องทำ wildcard mask
ให้เกินให้น้อยที่สุด หรือให้ได้พอดีที่สุด จะเป็นดีที่สุดครับ
วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2551
วันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2551
DHCP ( Dynamic Host Configuration Protocol )
DHCP ( Dynamic Host Configuration Protocol )
ปกติเราน์เตอร์ทั่วไปจะมีการกำหนดค่า dhcp ให้ทำการแจกไอพีให้ client ใช้งาน ใน router cisco ส่วนใหญ่
จะไม่ได้ทำการเซต dhcp ไว้ ผมก็เลยจะแนะนำการเซต dhcp บน router cisco ครับ
Router(config)#ip dhcp pool test
Router(dhcp-config)# network 192.168.0.0 255.255.255.0
Router(dhcp-config)#default-router 192.168.0.1
Router(dhcp-config)#dns-server a.b.c.d (IP DSN)
Router(dhcp-config)#lease 0 10
บรรทัดแรกเป็นการกำหนดชื่อของ dhcp pool
บรรทัดที่สองเป็นการกำหนด IP ที่ใช้เป็น default gateway ในที่นี้ใช้ 192.168.0.1 เป็น G/W
บรรทัดที่สามกำหนด DNS server
บรรทัดที่สี่เป็นการกำหนดเวลาในการใช้ไอพีของ client แต่ละเครื่อง (lease DAYS HOURS MINUTES)
จากตัวอย่างเซตไว้เป็น 10 ชั่วโมง หลังจากนั้นพอมาต่ออีกก็จะเป็นไอพีอื่น ถ้าอยากจะใช้ไอพีเดิมตลอดก็
สามารถเซตคำสั่งเป็น lease infinite ก็ได้
ผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าถ้าเกิดเราอยากกำหนดช่วงของไอพีที่ไม่อยากให้แจก dhcp ล่ะ ???? ต้องทำยังไง ????
Router(config)#ip dhcp excluded-address 192.168.0.2 192.168.0.10
จากคำสั่งข้างต้นเป็นการกำหนดว่าช่วงของไอพี 192.168.0.2-192.168.0.10 จะไม่มีการแจกให้กับเครื่อง client ที่มาต่อ
ถ้าเราอยากกำหนดให้เป็นไอพีตัวเดียวที่ไม่อยากแจกก็ได้นะครับ
Router(config)#ip dhcp excluded-address 192.168.0.2
ซึ่งคำสั่งนี้เป็นการกำหนดให้ไอพี 192.168.0.2 ไม่มีการแจกจากตัวเราน์เตอร์ครับ
หลังจากนั้นเราก็มากำการ enable dhcp กันด้วยคำสั่ง Router(config)#service dhcp แต่ส่วนใหญ่เราน์เตอร์
จะ enable service นี้ไว้อยู่แล้ว
Router#show ip dhcp binding
เป็นคำสั่งที่ใช้ดูว่าเราน์เตอร์ได้แจกไอพีใดไปมั่ง
Router#debug ip dhcp server
เป็นคำสั่งที่ใช้ในการแก้ปัญหา DHCP
ปกติเราน์เตอร์ทั่วไปจะมีการกำหนดค่า dhcp ให้ทำการแจกไอพีให้ client ใช้งาน ใน router cisco ส่วนใหญ่
จะไม่ได้ทำการเซต dhcp ไว้ ผมก็เลยจะแนะนำการเซต dhcp บน router cisco ครับ
Router(config)#ip dhcp pool test
Router(dhcp-config)# network 192.168.0.0 255.255.255.0
Router(dhcp-config)#default-router 192.168.0.1
Router(dhcp-config)#dns-server a.b.c.d (IP DSN)
Router(dhcp-config)#lease 0 10
บรรทัดแรกเป็นการกำหนดชื่อของ dhcp pool
บรรทัดที่สองเป็นการกำหนด IP ที่ใช้เป็น default gateway ในที่นี้ใช้ 192.168.0.1 เป็น G/W
บรรทัดที่สามกำหนด DNS server
บรรทัดที่สี่เป็นการกำหนดเวลาในการใช้ไอพีของ client แต่ละเครื่อง (lease DAYS HOURS MINUTES)
จากตัวอย่างเซตไว้เป็น 10 ชั่วโมง หลังจากนั้นพอมาต่ออีกก็จะเป็นไอพีอื่น ถ้าอยากจะใช้ไอพีเดิมตลอดก็
สามารถเซตคำสั่งเป็น lease infinite ก็ได้
ผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าถ้าเกิดเราอยากกำหนดช่วงของไอพีที่ไม่อยากให้แจก dhcp ล่ะ ???? ต้องทำยังไง ????
Router(config)#ip dhcp excluded-address 192.168.0.2 192.168.0.10
จากคำสั่งข้างต้นเป็นการกำหนดว่าช่วงของไอพี 192.168.0.2-192.168.0.10 จะไม่มีการแจกให้กับเครื่อง client ที่มาต่อ
ถ้าเราอยากกำหนดให้เป็นไอพีตัวเดียวที่ไม่อยากแจกก็ได้นะครับ
Router(config)#ip dhcp excluded-address 192.168.0.2
ซึ่งคำสั่งนี้เป็นการกำหนดให้ไอพี 192.168.0.2 ไม่มีการแจกจากตัวเราน์เตอร์ครับ
หลังจากนั้นเราก็มากำการ enable dhcp กันด้วยคำสั่ง Router(config)#service dhcp แต่ส่วนใหญ่เราน์เตอร์
จะ enable service นี้ไว้อยู่แล้ว
Router#show ip dhcp binding
เป็นคำสั่งที่ใช้ดูว่าเราน์เตอร์ได้แจกไอพีใดไปมั่ง
Router#debug ip dhcp server
เป็นคำสั่งที่ใช้ในการแก้ปัญหา DHCP
วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2551
Time-Range
ก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้ว่า router มันทำได้เกี่ยวกับเรื่องจัดการกับเวลา แต่พอรู้ก็รู้สึกว่ามันมีอะไรให้เราเล่นเยอะมากมายคราวนี้เราจะมาดู
คำสั่งใน router cisco อีกหนึ่งคำสั่งที่ใช้ในการกำหนดช่วงของวันเวลากัน
เริ่มเลยดีกว่า
Phoenix#conf t
Phoenix(config)#time-range test
Phoenix(config-time-range)#periodic daily 20:00 to 23:00
คำสั่งที่ใช้ในการสร้างช่วงเวลาคือ time-range แล้วก็ตั้งชื่ออะไรก็ได้ในที่นี้ตั้งว่า test
จากนั้นเราก็มาสร้างช่วงเวลา ซึ่งสามารถกำหนดได้แบบ เป็นวัน หรือทุกวันก็ได้ แล้วก็กำหนดช่วงเวลา
เสร็จแล้วเราก็มาดูคำสั่งที่เราเพิ่มกัน
Phoenix#sh time-range
time-range entry: test (inactive)
periodic daily 20:00 to 23:00
นี่คือผลที่ได้ สั่งเกตุว่ามี (inactive) หมายความว่ามันยังไม่ active นั่นเอง ป่อย.......
อ่านมาถึงตรงนี้ผมคิดว่าผู้อ่านคงจะมีคำถามแล้วว่า เราจะนำมาใช้ยังไง
ซึ่งคำสั่งข้างต้นถ้ามองแบบโปรแกรมเมอร์ก็เหมือนเราสร้างตัวแปรไว้หนึ่งตัวชื่อว่า test แล้วก็รอที่จะเอาตัวแปรนั้นมาใช้ อ๋อแล้วใช่ไหมล่ะ
เรามาดูวิธีการใช้มันเลยดีกว่า
Phoenix#conf t
Phoenix(config)#access-list 111 permit ip any any time-range test
คำสั่งนี้เป็นการทำ access-list เป็นการกำหนดให้ ip ใดก็ได้สามารถจะติดต่อไปยังปลายทางใดก็ได้ ในช่วงเวลาที่ชื่อว่า test หมายถึงว่าช่วงเวลา
20.00 - 23.00 จะมีการให้เราน์เตอร์ใช้คำสั่งนี้ซึ่งเราจะรู้ได้ยังไงมาคำสั่งนี้มีการใช้ เราจะดูได้โดยใช้คำสั่งดังนี้ครับ
Phoenix#sh access-lists 111
Extended IP access list 111
permit ip any any time-range test (inactive)
ซึ่งตอนนี้หมายความว่ามันยังไม่ทำงาน (inactive) แต่ถ้ามีการใช้งานมันจะเป็นดังนี้ครับ
Phoenix#sh access-lists 111
Extended IP access list 111
permit ip any any time-range test (active)
หวังว่าคงจะนำไปประยุกต์ใช้กันได้นะครับ
คำสั่งใน router cisco อีกหนึ่งคำสั่งที่ใช้ในการกำหนดช่วงของวันเวลากัน
เริ่มเลยดีกว่า
Phoenix#conf t
Phoenix(config)#time-range test
Phoenix(config-time-range)#periodic daily 20:00 to 23:00
คำสั่งที่ใช้ในการสร้างช่วงเวลาคือ time-range แล้วก็ตั้งชื่ออะไรก็ได้ในที่นี้ตั้งว่า test
จากนั้นเราก็มาสร้างช่วงเวลา ซึ่งสามารถกำหนดได้แบบ เป็นวัน หรือทุกวันก็ได้ แล้วก็กำหนดช่วงเวลา
เสร็จแล้วเราก็มาดูคำสั่งที่เราเพิ่มกัน
Phoenix#sh time-range
time-range entry: test (inactive)
periodic daily 20:00 to 23:00
นี่คือผลที่ได้ สั่งเกตุว่ามี (inactive) หมายความว่ามันยังไม่ active นั่นเอง ป่อย.......
อ่านมาถึงตรงนี้ผมคิดว่าผู้อ่านคงจะมีคำถามแล้วว่า เราจะนำมาใช้ยังไง
ซึ่งคำสั่งข้างต้นถ้ามองแบบโปรแกรมเมอร์ก็เหมือนเราสร้างตัวแปรไว้หนึ่งตัวชื่อว่า test แล้วก็รอที่จะเอาตัวแปรนั้นมาใช้ อ๋อแล้วใช่ไหมล่ะ
เรามาดูวิธีการใช้มันเลยดีกว่า
Phoenix#conf t
Phoenix(config)#access-list 111 permit ip any any time-range test
คำสั่งนี้เป็นการทำ access-list เป็นการกำหนดให้ ip ใดก็ได้สามารถจะติดต่อไปยังปลายทางใดก็ได้ ในช่วงเวลาที่ชื่อว่า test หมายถึงว่าช่วงเวลา
20.00 - 23.00 จะมีการให้เราน์เตอร์ใช้คำสั่งนี้ซึ่งเราจะรู้ได้ยังไงมาคำสั่งนี้มีการใช้ เราจะดูได้โดยใช้คำสั่งดังนี้ครับ
Phoenix#sh access-lists 111
Extended IP access list 111
permit ip any any time-range test (inactive)
ซึ่งตอนนี้หมายความว่ามันยังไม่ทำงาน (inactive) แต่ถ้ามีการใช้งานมันจะเป็นดังนี้ครับ
Phoenix#sh access-lists 111
Extended IP access list 111
permit ip any any time-range test (active)
หวังว่าคงจะนำไปประยุกต์ใช้กันได้นะครับ
วันอาทิตย์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2551
MPLS=multiprotocol label switching
MPLS => Multiprotocol Label Switching เป็นเทคโนโลยีสำหรับการบริหารจัดการเส้นทางและควบคุมคุณภาพของสัญญาณเชื่อมต่อบนเครือข่าย ATM ด้วยกระบวนการในการเร่งการจัดส่ง IP-Packet และให้ความยืดหยุ่นสำหรับการจัดการ IP บนเครือข่าย
จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้ก็คือ
-มีความเสถียรและปลอดภัยสูงในการรับ-ส่งข้อมูล
-มีปริมาณช่องสัญญาณ (Bandwidth) มากถึง 10 Gbps เพื่อรองรับลูกค้ากลุ่มธุรกิจโดยเฉพาะ
-สามารถเลือกความเร็วได้ตั้งแต่ 64 Kbps – 1 Gbps
พร้อมรองรับ IP Application ต่าง ๆ ไม่ว่า VOIP, Routing Protocol, QoS, Multicast และ VDO Conference เพื่อ
-ตอบสนองชีวิตการทำงานแบบที่จะเป็นที่นิยมในอนาคต โดยการรวมเทคโนโลยีต่าง ๆ ไว้เข้าด้วยกัน เพื่ออำนวย
ความสะดวกในการทำงาน
สรุปง่ายๆก็คือ เทคโนโลยี MPLS มันเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยในการ ส่งข้อมูลจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งโดยไม่เกิดการล่าช้า
ซึ่งในส่วนของ mpls จะมี mpls core กัน edge router เป็นตัวกลางในการจัดการเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้ แล้วก็จะมี link ของแต่ละที่มาต่อกับที่นี่
จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้ก็คือ
-มีความเสถียรและปลอดภัยสูงในการรับ-ส่งข้อมูล
-มีปริมาณช่องสัญญาณ (Bandwidth) มากถึง 10 Gbps เพื่อรองรับลูกค้ากลุ่มธุรกิจโดยเฉพาะ
-สามารถเลือกความเร็วได้ตั้งแต่ 64 Kbps – 1 Gbps
พร้อมรองรับ IP Application ต่าง ๆ ไม่ว่า VOIP, Routing Protocol, QoS, Multicast และ VDO Conference เพื่อ
-ตอบสนองชีวิตการทำงานแบบที่จะเป็นที่นิยมในอนาคต โดยการรวมเทคโนโลยีต่าง ๆ ไว้เข้าด้วยกัน เพื่ออำนวย
ความสะดวกในการทำงาน
สรุปง่ายๆก็คือ เทคโนโลยี MPLS มันเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยในการ ส่งข้อมูลจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งโดยไม่เกิดการล่าช้า
ซึ่งในส่วนของ mpls จะมี mpls core กัน edge router เป็นตัวกลางในการจัดการเกี่ยวกับเทคโนโลยีนี้ แล้วก็จะมี link ของแต่ละที่มาต่อกับที่นี่
วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2551
วิธีการ download youtube
แบบว่าบังเอิญอยากได้ไฟล์การ์ตูนในเวบของ youtube มาเก็บไว้ ก็เลยไปหาวิธีมาซึ่งมีเยอะมาก วันนี้เราก็จะเสนอวิธีที่ใช้ได้ง่ายๆก่อนแล้วกันนะครับ
1.หาวีดีโอของ youtube ที่คุณต้องการจะดู
2.copy URL ของวีดีโอตัวนั้น
3.เปิดเวบ http://www.downloadyoutubevideos.com/ ขึ้นมา แล้วทำการนำ URL ของวีดีโอใน youtube ที่เราต้องการจะดาวน์โหลดใส่ลงไปแล้วทำการโหลดได้เลย
4.จากนั้นก็จะได้ไฟล์ที่เราต้องการจะดู แต่ว่าไฟล์ส่วนใหญ่จะเป็น .flv จึงต้องหาโปรแกรมมาดูนะครับ
5.เราจะแนะนำโปรแกรม flvplayer http://www.wimpyplayer.com/products/wimpy_standalone_flv_player.html
download ได้ที่นี่เลยนะครับ เดี๋ยวถ้ามีวิธีเจ๋งๆอีกจะมาบอกอีกแล้วกันนะ
1.หาวีดีโอของ youtube ที่คุณต้องการจะดู
2.copy URL ของวีดีโอตัวนั้น
3.เปิดเวบ http://www.downloadyoutubevideos.com/ ขึ้นมา แล้วทำการนำ URL ของวีดีโอใน youtube ที่เราต้องการจะดาวน์โหลดใส่ลงไปแล้วทำการโหลดได้เลย
4.จากนั้นก็จะได้ไฟล์ที่เราต้องการจะดู แต่ว่าไฟล์ส่วนใหญ่จะเป็น .flv จึงต้องหาโปรแกรมมาดูนะครับ
5.เราจะแนะนำโปรแกรม flvplayer http://www.wimpyplayer.com/products/wimpy_standalone_flv_player.html
download ได้ที่นี่เลยนะครับ เดี๋ยวถ้ามีวิธีเจ๋งๆอีกจะมาบอกอีกแล้วกันนะ
วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2550
NAT is Not necessary for IPV6 security
หลังจากที่ห่างหายไปนาน ทางทีมงานเพิ่งไปร่วมแสดงความยินดีกับคุณ phoenix ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมงานของเราที่ได้สำเร็จการศึกษา จากสาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์เสียที จึงไม่ได้มาตอบบทความของผู้ชมซึ่งมีำคำถามมามากมาย วันนี้เราจึงได้นำบทความที่ คุณ Iporsut มาตอบให้แ้ล้วนะครับ
หลายคนเชื่อว่า NAT จำเป็นสำหรับ ip security ซึ่งมันเป็นความคิดที่ผิด ปัจจุบัน เราก็ติดตั้ง firewall เพื่อป้องกัน และใช้ NAT รวมกันกับ firewall แต่อย่าลืมนะว่า NAT ไม่ใช่ firewall จุดประสงค์หลักของ nat ก็ คือการรักษาความปลอดภัยของไอพีผู้ใช้จริงๆ ก่อนที่จะออกมาสู่ public ip
ดังนั้น ถ้าใช้ ipv6 แทน ipv4 นั่นหมายความว่า NAT จะไม่จำเป็นอีกแล้ว เพราะเราจะมี ip ที่เพียงพอในการใช้งาน
สรุปง่ายๆ นะครับ NAT มันจำเป็น สำหรับ ipv4 แต่มันไม่จำเป็นสำหรับ ipv6
ได้ข้อมูลมาจาก http://www.kame.net/newsletter/19980807/
หลายคนเชื่อว่า NAT จำเป็นสำหรับ ip security ซึ่งมันเป็นความคิดที่ผิด ปัจจุบัน เราก็ติดตั้ง firewall เพื่อป้องกัน และใช้ NAT รวมกันกับ firewall แต่อย่าลืมนะว่า NAT ไม่ใช่ firewall จุดประสงค์หลักของ nat ก็ คือการรักษาความปลอดภัยของไอพีผู้ใช้จริงๆ ก่อนที่จะออกมาสู่ public ip
ดังนั้น ถ้าใช้ ipv6 แทน ipv4 นั่นหมายความว่า NAT จะไม่จำเป็นอีกแล้ว เพราะเราจะมี ip ที่เพียงพอในการใช้งาน
สรุปง่ายๆ นะครับ NAT มันจำเป็น สำหรับ ipv4 แต่มันไม่จำเป็นสำหรับ ipv6
ได้ข้อมูลมาจาก http://www.kame.net/newsletter/19980807/
วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550
multicast and IPv6
หลังจากที่บล็อก phoenixGT(ชื่อแบบเต็มๆ) ได้ทำการเผยแพร่อย่างเป็นทางการไปไม่นาน ก็มีผู้เข้ามาติชมกันอย่างมากมาย ประมาณ 300 คน(ที่จริงสามคน)ก็ทำให้เรามีกำลังใจมากขึ้น ซึ่งทางทีมงานของเรา(มีอยู่คนเดียว)จะพยายามนำเนื้อหาที่เป็นประโยชน์มาให้
้เพื่อนๆได้อ่านกันนะครับ วันนี้เราจะมาตอบคำถามกันนะครับก็มีคนถามเข้ามา
มากมายเลย เราก็จะพยายามตอบให้ได้มากที่สุดแล้วกันนะครับ
เริ่มที่เรื่องของ Multicast ใน Class D ของ Network IP มีผู้ชมสงสัยว่ามันคืออะไร
และ IPV6 ว่ามันเป็นอย่างไรนะครับ วันนี้เราจะมาหาคำตอบให้แล้ว
เริ่มที่ IP multicast เป็นการสื่อสารระหว่างผู้ส่ง 1 รายกับผู้รับหลายรายบนระบบเครือข่าย อย่างเช่นพวกการประชุมผ่านอินเตอร์เนตก็จะใช้ IP multicast กัน
ไม่มั่นใจว่าจะเกี่ยวข้องกับ vdo conference หรือป่าวนะ แต่ถ้าจะทำก็ต้องพึ่งพวก broadband อยู่ดี เพราะต้องใช้อินเตอร์เนตที่มีความเร็วสูงพอสมควร และไอ้multicast นี้มันก็เป็นประเภทแพ็คเกตใน Internet Protocol Version 6 (IPV 6)
IPv6 (Internet Protocol version 6) เป็นเวอร์ชันล่าสุดของ Internet Protocol โดย IPv6 ได้รับการออกแบบให้ปฏิรูปกลุ่มของการปรับปรุง IP เวอร์ชัน 4 ซึ่ง
ตอนนี้ก็มีการทำมารองรับแล้วในปัจจุบัน แต่ยังไม่เห็นนำมาใช้กัน
การปรับปรุงที่ชัดเจนของ IPv6 คือความยาวของ IP address เปลี่ยนจาก 32 เป็น 128 การขยายดังกล่าวเพื่อรองรับการขยายของอินเตอร์เน็ต และเพื่อหลีกเลี่ยงการขาดแคลนของตำแหน่งเครือข่ายพูดง่ายๆก็คือทำให้มี IP มากขึ้นนั่นเอง
IPv6 ได้กำหนดกฎในการระบุตำแหน่งเป็น 3 ประเภทคือ unicast (host เดี่ยวไปยัง host เดี่ยวอื่น ๆ) anycast (host เดี่ยวไปยัง host หลายตัวที่ใกล้ที่สุด)multicast (host เดี่ยวไปยัง host หลายตัว)
้เพื่อนๆได้อ่านกันนะครับ วันนี้เราจะมาตอบคำถามกันนะครับก็มีคนถามเข้ามา
มากมายเลย เราก็จะพยายามตอบให้ได้มากที่สุดแล้วกันนะครับ
เริ่มที่เรื่องของ Multicast ใน Class D ของ Network IP มีผู้ชมสงสัยว่ามันคืออะไร
และ IPV6 ว่ามันเป็นอย่างไรนะครับ วันนี้เราจะมาหาคำตอบให้แล้ว
เริ่มที่ IP multicast เป็นการสื่อสารระหว่างผู้ส่ง 1 รายกับผู้รับหลายรายบนระบบเครือข่าย อย่างเช่นพวกการประชุมผ่านอินเตอร์เนตก็จะใช้ IP multicast กัน
ไม่มั่นใจว่าจะเกี่ยวข้องกับ vdo conference หรือป่าวนะ แต่ถ้าจะทำก็ต้องพึ่งพวก broadband อยู่ดี เพราะต้องใช้อินเตอร์เนตที่มีความเร็วสูงพอสมควร และไอ้multicast นี้มันก็เป็นประเภทแพ็คเกตใน Internet Protocol Version 6 (IPV 6)
IPv6 (Internet Protocol version 6) เป็นเวอร์ชันล่าสุดของ Internet Protocol โดย IPv6 ได้รับการออกแบบให้ปฏิรูปกลุ่มของการปรับปรุง IP เวอร์ชัน 4 ซึ่ง
ตอนนี้ก็มีการทำมารองรับแล้วในปัจจุบัน แต่ยังไม่เห็นนำมาใช้กัน
การปรับปรุงที่ชัดเจนของ IPv6 คือความยาวของ IP address เปลี่ยนจาก 32 เป็น 128 การขยายดังกล่าวเพื่อรองรับการขยายของอินเตอร์เน็ต และเพื่อหลีกเลี่ยงการขาดแคลนของตำแหน่งเครือข่ายพูดง่ายๆก็คือทำให้มี IP มากขึ้นนั่นเอง
IPv6 ได้กำหนดกฎในการระบุตำแหน่งเป็น 3 ประเภทคือ unicast (host เดี่ยวไปยัง host เดี่ยวอื่น ๆ) anycast (host เดี่ยวไปยัง host หลายตัวที่ใกล้ที่สุด)multicast (host เดี่ยวไปยัง host หลายตัว)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)