วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2552

PPPoE กับ PPPoA ต่างกันยังไง

เวลาจะคนใ้ช้เนตตามบ้านทั่วไปมันจะมีเร้าเตอร์ใ่ช่ไหม? ทีนี้ในเร้าเตอร์ ADSL อ่ะจะต้องเซตค่าสำคัญๆก็จะมี
user,password ที่ใช้ในการติดต่ออินเตอร์เนต แล้วก็ ค่า vpi,vci,รวมถึง pppoe,pppoa ด้วย ขึ้นอยู่กับ ผู้ให้บริการ
ทีนี้ก็เลยสงสัยว่าไอ้ PPPoE กับ PPPoA ต่างกันยังไง มาดูกัน



PPPoE กะ PPPoA ต่างกันงี้นะคับ

PPP น่ะ เอาง่ายๆเลยก็คือ มันเป็น protocol ที่ใช้ติดต่อกันในระดับ layer 2 ( ในระดับของ frame) นะครับ
(ยังไม่ถึงในระดับ ip layer3) ส่วน PPPoE น่ะ เป็นการทำ encapsulation ห่อหุ้ม frame โดยใช้โปรโตคอล
PPP (point to point protocol) วิ่งผ่านไปใน ระบบ Ethernet ซึ่งมีมาตราฐานของ frame คนละแบบนะครับ
การที่เราต้องใช้ PPPoE นั่นก็เนื่องจากว่า core network ของ network service provider เขาใช้เป็น Ethernet
technology อยู่คับ เราจึงต้องเซ็ตให้โปรโคคอล PPP วิ่งผ่านไปบน Ethernet network ได้ (อย่างพวก Gigabit
Ethernet ring , Metronet น่ะคับ ) ส่วน PPPoA นั้น เป็นการห่อหุ้ม encapsulation frame แล้ว
convert ให้วิ่งไปในรูปแบบของ cell ผ่านไปบนเครือข่าย ATM network อ่ะคับ การที่เราเซ็ตเป็น PPPoA ก็เนื่องจาก
core network ของ network service provider ที่ให้บริการอยู่ใช้ ATM เป็น transmission ในการสื่อสารข้อมูล
เราจึงจำเป็นต้องให้ PPP frame เนี่ยวิ่งไปบน ATM cell ได้อ่ะคับ เลยต้องใช้ PPPoA

วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2552

config default interface

เวลาที่เร้าเตอร์มีการเซตค่าไว้แล้วแต่เราขี้เกียจไปลบค่า่ต่างๆใน interface นั้นๆ โดยใช้คำสั่ง no
มันหลายบรรทัดขี้เกียจพิมพ์

ดูตัวอย่างกันเลย

Router#sh run int s0/0
Building configuration...

Current configuration : 178 bytes
!
interface Serial0/0
description "TEST">>>>>>>>>>>>>
ip address 2.2.2.2 255.255.255.252 secondary
ip address 1.1.1.1 255.255.255.0
load-interval 30
clock rate 2000000
end


ข้างบนเป็นคำสั่งที่ดู config ใน s0/0 ว่ามีค่าอะไรไว้มั่ง ทีนี้เราต้องลบมันออกโดยใช้คำสั่ง

conf t
int s0/0
no description "TEST">>>>>>>>>>>>>
no ip address 2.2.2.2 255.255.255.252 secondary
no ip address 1.1.1.1 255.255.255.0
no load-interval 30
no clock rate 2000000


จากนั้นก็มาดูผลงานอีกที

Router#sh run int s0/0
Building configuration...

Current configuration : 42 bytes
!
interface Serial0/0
no ip address
end



ทีนี้มันมีัคำสั่งที่ทำให้เป็นค่า default ให้เลย เหมือนกับค่าที่ config มาตอนแรกโดยใช้คำสั่ง

default interface


มาดูตัวอย่างกัน
อันนี้โชวร์เริ่มแรก

Router#sh run int s0/0
Building configuration...

Current configuration : 178 bytes
!
interface Serial0/0
description "TEST">>>>>>>>>>>>>
ip address 2.2.2.2 255.255.255.252 secondary
ip address 1.1.1.1 255.255.255.0
load-interval 30
clock rate 2000000
end


ข้างล่างเป็นคำสั่ง

Router(config)#default interface serial 0/0
Building configuration...

Interface Serial0/0 set to default configuration



จากนั้นมาดูผลการใช้คำสั่งกัน


Router#sh run int s0/0
Building configuration...

Current configuration : 42 bytes
!
interface Serial0/0
no ip address
end


จบจ่ะ

วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2551

rate-limit command

เมื่อวานพี่ๆเขาให้ดู rate-limit ซึ่งมันก็คือการกำหนด bandwidth ของลูกค้าว่าจะให้ไอพีตัวไหน หรือช่วงไหนใช้ไ้ด้เท่าไหร่จากทั้งหมด อย่างเช่นลูกค้าใช้ลิงค์ Leased Line 1 M อยากให้ไอพีเอ ใช้ได้ 512 K อะไรประมาณนั้น เราก็ต้องมาคิดว่าต้องทำยังไง คิดแล้วเหมือนเขียนโปรแกรมเลย คิดถึงจริงๆ ต้องใช้ ตรรกะ นิดหน่อย

โจทย์ IPA ใช้ห้ามเกิน 3 เมก จากลิงค์ 5 เมก

Access-list 110 permit IPA any any

rate-limit output access-group 110 3072000 768000 1536000 conform-action continue exceed-action drop
rate-limit output 5120000 1280000 2560000 conform-action transmit exceed-action drop


โจทย์ IPA ใช้ 1 เมก นอกนั้นใช้ 4 เมก จาก 5 แมก

Acl 110 permit IPA
Acl 120 deny IPA
Acl 120 permit ip any any


rate-limit output access-group 110 1024000 256000 512000 conform-action transmit exceed-action drop
rate-limit output access-group 120 4096000 1024000 2048000 conform-action transmit exceed-action drop

โจทย์ IPA ใช้ได้อย่างน้อย 3 เมก จาก 5 เมก
Acl 120 deny IPA
Acl 120 permit ip any any

rate-limit output access-group 120 2048000 512000 1024000 conform-action continue exceed-action drop
rate-limit output 5120000 1280000 2560000 conform-action transmit exceed-action drop


หมายเหตุ คำสั่งข้างต้นจะทำพอให้เข้าใจคร่าวๆเท่านั้น ซึ่งตัว access-list จะไม่ถูกนะครับ ใครสนใจ PM มาได้


สวัสดี พี่น้องชาวไทย

วันพุธที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2551

Port Mail

พอร์ตเวลาใช้เมลล์ส่วนใหญ่ก็จะมีมาตรฐานไม่กี่อันบังเิอิญมีลูกค้ารายหนึ่งบอกว่าใช้เวบเมลล์ไม่ได้

ตอนแรกก็เปิด port 110 เป็น pop3
port 143 เป็น IMAP
port 25 SMTP

ซึ่งสามตัวเป็นมาตรฐานอยู่แล้ว แต่พอมาเช็คดูก็มีการใช้พอร์ต 2096
ลองมาศึกษาดูว่าไอ้พอร์ตนี้มันทำคืออะไร ได้ข้อสรุปว่ามันคือพอร์ต เวบเมลล์ พอเรา permit port
ลูกค้าก็ใช้งานได้ สรุปว่า บางทีเราอาจจะต้องเปิดพอร์ต 2096 ด้วยเพื่อความชัวร์


จบข่าว.....

วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2551

CCNA ของวิศวะตัวน้อย ได้แต่คอย

ชื่อเรื่องไม่ค่อยเข้ากับเนื้อเรื่องเท่าไหร่ แต่ก็เอาฮาไว้ก่อน

หลังจากที่ฝันมานานว่าจะต้องได้ cert.CCNA ตอนเรียนก็ไม่คิดจะมาสายนี้หรอก ก็เล่นๆเรียนๆ ม่อน้องๆ ไปวันๆ พอถึงตอนจะจบอ่ะดิ เห้ย........ยังไม่รู้จะไปสายไหนเลย ก็เลยมานั่ง นอน ยืน เดิน คิด มันเกิดจากการคิดแบบติงต๊องไร้สาระ คนเรียนส่วนใหญ่ก็ไปโปรแกรมเมอร์ ไอ้เราก็พอเขียนได้อยู่หรอก แต่ด้วยความไม่ค่อยชอบเขียนโปรแกรม ก็เลยตัดสินใจ เอาวะ....ไปเนตเวิร์ก เริ่มจาก 0 เลยพี่น้อง คนอื่นเขามีทุนกันก็ไปอบรมหมดไปหลายตังค์ ไอ้เราตังค์น้อยหน่อยก็ไปยืมหนังสือเพื่อนมาอ่าน ศึกษาเอาเองบ้าง หาโหลดมาอ่านมั่ง หนังสือมีเล่มเดียวของอาจารย์เอกสิทธิ์ เล่มนี้เจ๋งจริงขอบอกถ้าใครจะมาสายนี้ หลังจากจบไม่นานก็เพิ่งจริงจังกับสายเนตเวิร์ก ตอนแรกๆก็สนุกอยู่หรอก นานๆเข้ารู้สึกว่า โอ้...พระเจ้า...มันโหดมากมาย ตัวย่ออะไรก็เยอะแยะ แต่ด้วยความใจรัก อ่านะก็เลยสู้มาจนถึงทุกวันนี้

เข้าเรื่องดีกว่า เรื่องมันก็มีอยู่ว่าไปเดินเล่น central world กับเพื่อนคนนึงที่อยู่คนละแผนก มาจาก มช. เขาก็บอกว่า SIPA ที่เชียงใหม่มีอบรม ccna ถ้าสอบ posttest ผ่านก็จะได้สอบจริง แต่ต้องมันจำ 1000 สอบได้ก็ได้ตังค์คืน ก็เลยคิดอยู่ว่ามันถูกกว่าที่เราไปสอบเลยตั้งหลายเท่า ก็เลยตัดสินใจนั่งรถจาก กทม.ไปเชียงใหม่ ก็มีจุดประสงค์อย่างอื่นด้วยแหละ ฮ่ะๆ อยากไปดูสาวเชียงใหม่ ก็จะไปสอบนั้นก็มีการเตรียมตัวอยู่พอสมควร ผมอ่าน Test King ประมาณ 1700 หน้า ไม่รวมทบทวนนะ แล้วก็ศึกษาตามหนังสือ ตามเวบ จากประสบการณ์ด้วยก็พอถึงเวลาสอบ ตื่นเต้นมากข้อสอบ 60 ข้อสอบสองชั่วโมง มันดีอยู่ตรงที่ว่าถ้าได้ 50 % ขึ้นไปก็จะผ่าน พอดูข้อสอบ พระเจ้า.....!!!! ข้อสอบประมาณว่ารวมโจทย์ที่ยากที่สุดใน TestKing มาสอบ เริ่มท้อและ กูจะผ่านไหมนี่ แต่ด้วยความหน้าตาดี ก็พยายามต่อไปทำก็เกือบไม่ทัน พอหมดเวลา
เราก็แทบ หายใจ เอ๊ย... ใจหาย (ช่วยๆขำหน่อยนะ) เขาตรวจตอนนั้นเลยครับ สดๆ พอถึงของเรา เขาก็นับหน้าแรกมี 2 หน้า หน้าละ 30 ข้อ ข้อแรกก็ผิดแล้วครับพี่น้อง... คนตรวจก็นับไป เอ้อลืมบอกไปว่าคนตรวจเป็นผู้หญิง ก็น่ารักอยู่นะ เรามีเมลล์กับเบอร์มือถือด้วย ฮ่ะๆ 1...2..3 ก็นับคะแนนหน้าแรกจำได้ว่าได้แค่ 16 ข้อ เริ่มเสียวพอหน้าที่สอง ตอนนั้นรู้สึกใจไม่ดีแล้ว แต่พอคะแนนถึง 27 28 29 ... 30 ตอนนั้นโล่งอกทันที ก็สรุปได้ 36 คะแนน ได้ไปสอบจริง ก็เลยคิดว่าคงต้องอ่านให้หนักกว่าเดิม

ท้าวความไปอีกในวันที่สอบนั้นเป็นวันอาทิตย์ผมมาถึงเชียงใหม่เช้าวันเสาร์ ถ้าเป็นปกติคนส่วนใหญ่เขาต้องอ่านหนังสือกันใช่ไหม แต่ผมไปเที่ยว ต่อครับพี่น้อง ลืมบอกไปว่าพักอยู่ใน มช.เลย สาวๆเชียงใหม่สวยดังคำร่ำลือครับ วันเสาร์ก็ไปเที่ยวพระตำหนักภูพาน หมู่บ้านดอยปุย แล้วก็ไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพ บรรยากาศดีมาก แบบว่าไม่เคยได้สูดกับอากาศที่บริสุทธิ์อย่างนี้มาก่อน พอเที่ยวเสร็จก็ไปดูสาวๆแถวหลัง มช.ต่อ

หลังจากสอบเสร็จรู้ผลแล้วก็กลับมา กทม. ซึ่งมีเวลาเตรียมตัว 1 เดือนก่อนสอบจริง ผมอ่านหนังสือไปสองรอบ อ่าน P4sure เกือบพันข้ออ่านตามเวบอีก เห้อ.... เป็นวัยรุ่นนี่มันเหนื่อยจริงๆ หลังจากนั้นก็ถึงวันที่ต้องสอบ รู้สึกตื่นเต้นมากแบบไม่เคยตื่นเต้นในการสอบแบบนี้มาก่อนเพราะเสียตังค์ ฮ่ะๆ แต่ถ้าผ่านก็ได้คืน พอเข้าห้องสอบ บรรยากาศก็เปลี่ยนไปทันที ข้อสอบ 43 ข้อ 2 ชั่วโมง เราก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้างพอถึงตอนดูคะแนน.......... นั่งทำใจอยู่นาน เอาวะ....เป็นไงเป็นกัน คะแนนออกมา 950 โอ้...เราผ่าน ลืมบอกไปว่าคะแนน 825 ขึ้นถึง จะผ่าน ก็ดีใจมาก เพราะเป็นก้าวแรกในการเข้าสู่วงการเนตเวิร์ก ยังไงก็สู้ต่อไปนะ วิศวะน้อยได้แต่คอย


ก็อยากจะบอกว่า ผมก็ไม่ใช่คนเก่งอะไร พรสวรรค์ก็ไม่มี แต่ถึงตรงจุดนี้ได้ก็เพราะพรแสวงทั้งนั้น ผมคิดว่าหลายๆคนก็คงมีความฝัน ถ้าเกิดเรามีโอกาส ก็ให้รีบคว้ามันไว้จะดีกว่าปล่อยให้มันผ่านไปเฉยๆ โอกาสมันมาหาเราเสมอขึ้นอยู่กับว่าเราพร้อมที่จะคว้ามันไว้ หรือเปล่าเท่านั้นเองครับ...

ขอบคุณกำลังใจทุกๆคน

วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2551

duplex and speed on switch with router

duplex and speed on switch with router

เรื่องของ switch อีกน่ะแหละ เวลาเราจะต่อ router กับ switch แต่ละพอร์ต ผมก็สงสัยว่า เอ่อ.... เราต้องเซตค่าที่ port
เป็น duplex half หรือ duplex full แล้วก็ speed เป็น 10,100,1000 จะรู้ได้ยังไง พี่เขาก็บอกมาว่า

ถ้าต่อ switch กับ router cisco 2500 มันจะเป็น duplex half , speed 10
ถ้าต่อ switch กับ router cisco 2600 รุ่นนี้ค่าแต่ละตัวจะไม่แน่นอน อาจจะเป็น duplex full ก็ได้ speed 100 ก็ได้ก็ต้อง
ลองเช็คอีกที

แต่ผมทำยังไงรู้ไหม ปล่อยให้เป็น auto ไปเลย ฮ่ะๆ ถ้าโชคดีก็ใช้งานได้ โชคไม่ดี โดนด่า.... ป่อย......

Vlan on Switch L2/L3

Vlan on Switch L2/L3
เคยได้ config switch ใหม่เป็นรุ่น 2900 XL ซึ่งก็ยังไม่รู้หรอกว่ามันเป็น Layer 2 หรือ Layer 3 พอถึงตอนเซตค่า vlan
ปกติที่ switch จะมี vlan 1 เป็น default อยู่แล้ว แต่เราจะเซตเป็น vlan อื่น ก็ทำการเซตขึ้นมาแล้วก็ใส่ไอพีเข้าไป
ใน ccna มันเคยถามด้วยว่าทำไมต้องใส่ไอพีใน switch คำตอบง่ายๆเลย เพื่อให้เราเข้าไปติดต่อมันได้ ฮ่ะๆ

หลังจากเซต vlan อีกอันเราก็ no shutdown ที่ vlan นั้นเพื่อให้มันทำงาน แต่มีปัญหาอยู่ว่า พอ active interface นั้น
แล้วมันไม่อัพ อ้าว.... เราทำอะไรผิดนี่ ทำไปทำมาพี่ๆเขาก็บอกว่า ตัวที่เราทำอยู่เป็น switch layer 2 สามารถ active vlan
ได้ตัวเดียว พอได้ยินอย่างนั้นก็อ๋อเลย เราก็ไป shutdown ตัว vlan 1 ก่อนก็ใช้ได้แล้ว ฮ่ะๆ เรื่องมันมีแค่นี้แหละครับ

สรุป switch layer 2 สามารถ active vlan ได้ตัวเดียวเท่านั้น
switch layer 3 สามารถ active vlan ได้หลายตัว

จบ...